030 นิพพาน ปิระมิด

มนุษย์เราทุกคนต่างเกิดมามี 2 มือ 2 แขน สมองก็มีแค่ 2 ซีก คงไม่ผิดหากจะบอกว่าไม่ว่าเราจะเก่งอย่างไรเราก็สามารถทำได้ทีละอย่างหรือมากสุดก็ไม่เกิน 2 อย่าง

สำหรับรูปสามเหลี่ยมหากเราอยู่ในมิติเดียวกับมัน อยู่ในระนาบเดียวกับมัน เราคงไม่สามารถมองมันได้พร้อมๆกันทั้ง 3 มุม ที่เราทำได้คือมองที่ฐานมันทั้ง 2 มุมแล้วค่อยๆไต่จนขึ้นไปถึงอีกมุมหนึ่งที่อยู่บนยอดได้

นิพพาน อัตตา อนัตตา เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ในโลกใบนี้ทุกๆอย่างล้วนเป็นอนัตตา ในโลกอีกใบทุกๆอย่างล้วนเป็นอัตตา

เหตุที่พระโคตมพุทธเจ้าต้องต่อสู้กับอัตตา เพราะพระโคตมพุทธเจ้ารู้ว่าท่านเป็นทั้งอัตตาและอนัตตา หากท่านบ่งบอกว่าท่านคืออัตตา พวกเราซึ่งล้วนเป็นอนัตตา จะมีคุณค่าอะไรในความเป็นอัตตาที่เหลืออยู่

นิพพานไม่ใช่ทั้งอัตตาและอนัตตา เพราะนิพพานเป็นอนัตตาที่นี่ แต่เป็นอัตตาในอีกที่หนึ่ง

พระโคตมพุทธเจ้าท่านรู้ว่าส่วนหนึ่งของท่านไม่ใช่อัตตาที่นี่ และท่านรู้ว่าทุกสิ่งที่นี่ล้วนเป็น

โลกสมมุติ

นิพพาน คือ อัตตา ถ้าท่านหาทางไปเจอ

นิพพานเป็นอัตตาได้หากท่านเข้าใจว่าอัตตานั้นคือ จิต ไม่ใช่อัตตาที่เป็นวิญญาณหรือร่างกาย ท่านต้องตั้งจิตให้เป็น ตน ให้เป็นก่อนแล้วค่อยพา จิต ไปนิพพาน นิพพานมันไม่มีตัว และมันไม่ใช่ตน แต่มันมีตน

หากท่านยังตั้งจิตให้เป็นตนไม่เป็น แล้วท่านจะพาอะไรไปนิพพาน เหมือนท่านจะพาเด็กไปสวนสนุกแต่ท่านยังหาเด็กไม่เจอ

หากท่านไม่รู้จักที่จะขัดเกลาจิต คิดถึงแต่ อัตตา คือ ร่างกาย, วิญญาณ, ความคิด, อารมณ์, ความอยากสุข, ความไม่อยากทุกข์ สิ่งเหล่านี้มันก็จะปรากฏมาเป็นตัว แทนตนของท่าน เทียบแล้วก็เหมือนท่านจูงเด็กไปสวนสนุก แต่ระหว่างทางท่านกลับพบว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของท่าน ท่านก็ต้องกลับมาตามหาลูกของท่านใหม่

สิ่งที่พวกเราควรเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนรู้ว่า นิพพาน คือ อัตตา หรือ อนัตตา
แต่เราควรเรียนรู้ว่า อัตตา และอนัตตา คืออะไร เพื่อเข้าใกล้ นิพพาน

อะไรคือไม่เอาสุข

คำนี้ผมรู้สึกว่าได้พูดกันบ่อย จึงขออนุญาติหยิบยกมากล่าวถึง การไม่เอาสุขคือไม่จับมัน มันเกิดตรงไหนก็ปล่อยมันตรงนั้น ไม่จับมันให้เป็นตน เพราะชีวิตมีแค่จิตที่เป็นตน และตนนี้ผูกอยู่กับตนของพระนิพพาน นั่นทำให้ตนเราและตนพระนิพพาน รู้คุณค่าในความมีอยู่ของตน ตนเราและตนพระนิพพานต่างเป็นชีวิตที่ใช้ความบริสุทธิ์เกื้อหนุนกัน เกิดเป็นอนันตบริสุทธิ์ ดังนั้นความบริสุทธิ์ที่เป็นอนันตบริสุทธิ์ จึงไม่ลดตัวลงมาสัมผัสทั้งสุขและทุกข์ เพราะตนของเราทั้งสองที่ผูกมัดกันรวมเป็น หนึ่งตน ต้องการสุขที่เป็นอนันต์ และสุขที่เป็นอนันต์คือสุขที่ไม่ลดตัวลงมาแปดเปื้อนอะไรเลย

โลกที่ไม่มีความผิดหวัง ไม่ใช่โลกที่เต็มไปด้วยสุข แต่เป็นโลกที่เต็มไปด้วย ความเข้าใจ

เหตุใดพระไตรปิฏกจึงระบุว่า นิพพาน คือ อนัตตา

จริงๆด้วยรายละเอียดของคำภาษาบาลีที่มีอยู่ในพระไตรปิฏก ผมไม่กล้าก้าวล่วงไปเสนอความคิดเห็นเนื่องจากถือเป็นผู้ที่เบาปัญญาอยู่มาก แต่ขออนุญาติหยิบยกประเด็นมาเพื่อเสนอแนะในแง่มุมหนึ่งตามความเข้าใจ

อ้างอิงถึงพระอัจฉริยะสงฆ์ท่านหนึ่งที่ผมเคารพและยกให้ท่านเป็นอันดับ ๑ ในโลกใบนี้ ท่านบรรยายความเป็น อัตตา ที่มนุษย์เข้าใจกันไว้ว่า “อัตตา/ตัวตน จึงเป็นเพียงภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นในจิตใจซ้อนบังสภาวธรรมอีกชั้นหนึ่ง แล้วมนุษย์ก็ยึดติดในภาพคืออัตตา/ตัวตน แต่อัตตา/ตัวตนนั้นมีอยู่เพียงในความยึดถือหรือทิฏฐิของคนเท่านั้น ไม่มีอยู่จริง”

หาก อัตตา แปลว่า ตัวตน ดังนั้นไม่ผิดหากเราจะบอกว่า นิพพาน คือ อนัตตา (ไม่ใช่อัตตา) เพราะเราต่างรู้กันว่า อัตตา ที่พระโคตมพุทธเจ้าต่อสู้ในสมัยนั้นคือสิ่งใด เปรียบไปก็เหมือนกับพระโคตมพุทธเจ้ากำลังสอนเราสร้างเครื่องบิน แต่สมัยนั้นยังไม่มีอะไหล่เครื่องบิน สิ่งที่พระโคตมพุทธเจ้าทำได้คือสอนเราสร้างอะไหล่เครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นปีก เบาะโดยสาร วิถีนำทาง กล่องดำ ระบบการลงจอด ล้อ เครื่องยนต์ และสิ่งที่พระโคตมพุทธเจ้าเตือน คือ อย่าเอาเครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซค์มาใส่กับเครื่องบิน

มาถึงบัดนี้เวลาก็ผ่านมาเนิ่นนานมากแล้ว พวกเราส่วนหนึ่งล้วนแล้วแต่สร้างอะไหล่เครื่องบินกันเป็นหมดแล้ว จึงไม่ได้หมายความว่า พระโคตมพุทธเจ้า จะไม่กลับมาสอนเราประกอบอะไหล่ทั้งหมดให้เป็นเครื่องบิน

ย้อนกลับมาที่คำว่า อัตตา หากจะระบุให้เห็นภาพชัดเจนว่ามันคืออะไร ขออนุญาติเปรียบเทียบกับ ออกซิเจน ออกซิเจน ไม่มีตัว ไม่ใช่ตน แต่มันมี ตน ของมันอยู่ สิ่งที่เราทำไม่ใช่ไขว่คว้าหา ตน ของมัน เราเพียงสัมผัสกับความมี ตน ของมัน เมื่อนั้นเราจึงจะได้สูด ออกซิเจน

วางอัตตาแล้วค้นหากลอน
เพราะพวกท่านกำลังมองดูและกำลังจะเปิดประตูอีกครั้ง

Copyright © 2018. All rights reserved.