019 สิ่งต่างๆในพุทธประวัติเกิดขึ้นจริงไหม

เราอาจตั้งคำถามผิด

พวกเราต่างเป็นผู้ที่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วเล่าต่อๆกันมาในพุทธประวัตินั้นจริงไหม เพราะต่างก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ยังไม่นับว่ามีการแต่งเติมเข้าไปจากผู้คนรุ่นหลังอีกต่างๆนาๆ แต่อยากจะหยิบยกตัวอย่างที่น่าจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราต่างรู้กันว่า ธรรมะ ของพระโคตมพุทธเจ้าคือ ธรรมชาติ สอนให้เรารู้จักและรักธรรมชาติ และนอกจากนี้ยังสอนให้เรารู้จักรักและกตัญญูต่อสิ่งต่างๆรอบตัว ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่าการเรียนการสอนในห้องเรียนหรือในตำราตำราหนึ่ง มักประกอบด้วยตัวหนังสือที่เป็นบทเรียนและการแสดงตัวอย่างเพื่อให้เราเห็นเป็นภาพ เคยมีบ้างหรือไม่ที่ในขณะหนึ่งของเสี้ยวความคิดของเราเกิดคำถามขึ้นมาจากหัวใจ คำถามที่ว่าทำไมคำสอนและการกระทำของพระโคตมพุทธเจ้าถึงได้ขัดแย้งกันอย่างมีนัยสำคัญ

ท่านพร่ำสอนให้เรารู้จักรักและกตัญญต่อสิ่งต่างๆรอบตัว

ในประเด็นหนึ่งจากพุทธประวัติว่าในชาติภพหนึ่งท่านได้ยกลูกเมียตัวเองให้ผู้อื่น ผู้อื่นที่ท่านไม่แม้แต่จะรู้จักนิสัยใจคอมาก่อน ยกสิ่งที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นครอบครัวของตนเองให้ผู้อื่น และเมื่อมาเกิดในอีกชาติหนึ่งท่านก็ได้ทอดทิ้งบุพการีผู้เลี้ยงดูท่านมา ทอดทิ้งภรรยาและบุตรที่พึ่งกำเนิดมาดูโลก สิ่งเหล่านี้เรียกได้หรือเปล่าว่าขาดความรับผิดชอบ เราจะรู้สึกอย่างไรหากบุคคลท่านนี้ไม่ได่ชื่อว่า พระโคตมพุทธเจ้า หากวันหนึ่งมีอาจารย์ท่านหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาแล้วพวกลูกศิษย์ต่างรู้ว่าท่านทอดทิ้งบุพการี ภรรยาและบุตร แล้วอาจารย์ท่านนี้มาพร่ำสอนเราว่าให้รู้จักรักและกตัญญูต่อสิ่งต่างๆรอบตัว เราจะฟังคำสอนของอาจารย์ท่านนี้หรือไม่

มนุษย์มักจะหาข้ออ้างให้สิ่งต่างๆที่ใจเราอยากจะเชื่อได้เสมอทั้งๆที่จริงๆมันอาจเป็นสิ่งผิดและขัดแย้งกันอยู่ ที่ผ่านมามีเราต่างหาข้อกล่าวอ้างเพื่อที่จะบอกว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกต้อง อ้างไปถึงว่ากัญหาชาลีในครั้งหนึ่งเคยสาบานตนว่าจะเสียสละตัวเองเพื่อชาติหนึ่งพระโคตมพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้ หากมองถึงหลักความจริงมีมนุษย์ผู้หนึ่ง มนุษย์ผู้ซึ่งไม่รู้จักรักและรักษาสถาบันครอบครัว สถาบันที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการทางสังคม มนุษย์ผู้นี้มีหน้าไปสอนให้คนอื่นรักและกตัญญูต่อทุกสิ่งรอบตัวได้หรือ

จะเป็นอย่างไรหากลูกศิษย์ของอาจารย์ท่านนี้ต่างทอดทิ้งไม่ดูแลภรรยาและบุตร แล้วอนาคตของชาติจะอยู่ที่ใด จะเป็นอย่างไรถ้าในบั้นปลายชีวิตของบุพพการีที่เฝ้าฟูมฟักทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงลูกน้อยให้เติบใหญ่หวังไว้ว่าจะได้พึ่งพาอาศัยกัน แต่บุตรผู้นั้นกลับทอดทิ้งไปไม่มาดูแล จะเป็นอย่างไรหากลูกศิษย์ทุกคนต่างเห็นตัวอย่างที่ไม่ดีจากอาจารย์แล้วเอาเป็นเยี่ยงอย่างเพราะต่างมีข้ออ้างว่าในอนาคตข้างหน้าต้องทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหมือนอาจารย์ท่านนี้ คนรอบข้างต้องเข้าใจในตัวเรานะ

เราจะมีอนาคตหรือหากเราก้าวข้ามปัจจุบันไป เราจะรักษาสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไว้ได้หรือหากเรามองข้ามไปในจุดเล็กๆ เราจะรักษาให้ทุกอย่างหมุนวนไปตามวัฎจักรของธรรมชาติได้อย่างสมดุลย์และยั่งยืนได้หรือหากเราก้าวข้ามสถาบันครอบครัวที่ถือเป็นจุดเล็กที่สุด จุดศูนย์กลางที่ทำให้โลกนี้หมุนไป

เหตุใดพระโคตมพุทธเจ้าท่านทรงทำเช่นนี้

คำถามทั้งหมดในพุทธประวัติที่เราควรสนใจให้ความสำคัญ มันคงไม่น่าใช่ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงไหม จริงๆแล้วมันควรจะเป็นเรื่องนี้ได้แฝงคำสอนอะไรไว้ให้กับเรา ควรเป็นคำถามนี้หรือเปล่าที่เราควรถามกับตัวเอง

ในห้องเรียนห้องหนึ่ง ในเวลาที่อาจารย์สอนภาคทฤษฎี ภาคทฤษฎีนั้นช่างฟังดูปราณีตสวยงาม แต่เมื่อเวลาที่อาจารย์ยกตัวอย่างขึ้นบนกระดานกลับยกตัวอย่างที่ผิดไปจากภาคทฤษฎี แล้วนักเรียนในห้องนั้นต่างก็ก้มหน้าก้มตากันจดโดยไม่มีใครกล้ายกมือขึ้นค้าน

หากในห้องๆหนึ่งมีคนอยู่ ๑,๐๐๐ คน มีผู้สั่งให้คนทั้งหมดหันหน้าไปทางขวา มี ๙๙๙ คนหันหน้าไปทางซ้ายอีก ๑ คนที่เหลือจะกล้าไหมที่จะยืนหยัดหันหน้าไปทางขวา

เป็นไปได้ไหมที่ในตอนนี้พระโคตมพุทธเจ้าเฝ้าดูเราอยู่ในที่ๆหนึ่งเพื่อหวังว่า หากผู้คนในอดีตว่ากล่าวบอกต่อๆกันมาว่าทุกสิ่งนั้นถูกซึ่งจริงๆอาจไม่ใช่ คนยุคต่อไปจะมีสักคนไหมที่จะก้าวขึ้นมาบอกต่อหน้าทุกคนว่ามันไม่ใช่ เรื่องนี้มันน่ามีเหตุผลอะไรที่มันมากกว่านั้น

สิ่งนี้หรือเปล่าที่พระโคตมพุทธเจ้ากำลังจะสอนเรา สอนว่าการที่มนุษย์เราจะก้าวหน้าต่อไปอาจจะต้องมีใครหลายๆคนที่กล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถาม คำถามเพื่อจะค้นหาคำตอบที่แท้จริงในสิ่งที่ซ่อนอยู่เพื่อทำให้เราก้าวหน้าต่อไป ใช่แค่เพียงสักแต่ว่าจะทำตามๆกัน

ที่ผ่านมาเราคงตั้งคำถามผิดไป

ย้อนกลับมาถึงเรื่องราวต่างๆทั้งที่เป็นนิทานและตำนานในพุทธประวัติ อย่างเช่นอิทธิฤทธิ์ของพระโคตมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก เรื่องการบรรลุธรรมได้ในเพียงชั่วลัดนิ้วมือ และเรื่องต่างๆอีกมากมายที่ท้าทายความเชื่อเรา

ขออนุญาติยกตัวอย่างเรื่องในปัจจุบันที่พอจะมาเป็นตัวอย่างได้ถึงแนวคิด คือ เรื่องเมียน้อยที่เชียงรายของคุณหม่ำครับ

เรื่องนี้เริ่มมาจากการอำกันของแก๊งค์สามช่า เรื่องตลกที่มีต้นกำเนิดมาจากจุดเล็กๆของสังคมในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ใครจะรู้ว่าจากเรื่องที่อาจจะอำกันโดยตั้งใจเพียงจะสร้างรอยยิ้มให้เราเพียงชั่วครั้งชั่วคราว กลับกลายมาเป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วไปในสังคมให้ความสนใจ จนกระทั่งสามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้

ประเด็นสำคัญคงไม่ได้อยู่ที่คำตอบว่าคุณหม่ำมีเมียน้อยที่เชียงรายจริงหรือไม่ เพราะเรื่องนี้คงมีแต่คนที่เป็นต้นเรื่องอย่างคุณหม่ำ เท่ง โหน่ง และคนรอบๆตัวของคุณหม่ำ ที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้นที่สามารถบอกได้ แต่ประเด็นสำคัญมันน่าจะอยู่ที่เรื่องนี้ต่างก็ได้สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้ผู้คนกลุ่มใหญ่บนแผ่นดินไทยไปแล้ว

เปรียบกับการที่เราจะตั้งคำถามกับเรื่องราวต่างๆในพุทธประวัติ คำถามที่ควรตั้งคงไม่ใช่เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่คำถามที่เราควรถามคือเรื่องนี้ได้สอนและให้คุณค่าอะไรแก่ตัวเราบ้าง

เมื่อใดที่เราพ่ายแพ้ต่อ ความคริสต์
พบเจอเรื่อง กดดัน ทางจิตใจ
ต้องการ ผลักดัน ชีวิตให้ก้าวเดิน
ให้หันมาปฏิบัติตามหลัก ศาสนา Push

Copyright © 2018. All rights reserved.