002 การมาของทอมผู้เป็นมนุษย์ลำดับที่ 3

บทความนี้ ชื่อว่า ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผ่านคนทรง ผมนำมาจากเว็บ Pantip โพส์โดยคุณ Mr.Terran พิมพ์คัดลอกจากหนังสือโดย กลุ่มชื่นสํานวน คัดลอกมาจากหนังสือ จานบินวิเคราะห์ โดย คุณ ดนต์ รัตนทัศนีย์ จัดพิมพ์เมื่อปี 2524

จากชื่อบทความนี้จะเห็นได้ว่ามีเนื้อหาเกี่ยวพันถึงเรื่องที่เป็นที่ถกเถียงกันของมนุษย์บนโลกใบนี้มาอย่างช้านาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของมนุษย์ต่างดาว ที่ส่วนมากจะมีจุดกำเนิดมาจากชาวตะวันตก ที่พยายามหาคำตอบถึงการมีอยู่จริง และเรื่องของคนทรง ที่ส่วนมากจะมีจุดกำเนิดมาจากชาวตะวันออก

คำตอบของคำถามคงไม่ใช่ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ การมีอยู่ของทอมนั้นจริงหรือไม่ เพราะมนุษย์ทุกคนเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ และเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตรงกับประสบการณ์ในอดีตของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นคำถามจึงควรจะเป็นบทความนี้ได้ให้ประสบการณ์หรือสอนเราในเรื่องอะไรบ้าง

หากบทความนี้มันยาวเกินไปท่านอาจจะยังไม่สนใจที่จะอ่าน พวกท่านสามารถอ่านเฉพาะตัวอักษรสีแดงได้เลยครับ

ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผ่านคนทรง

เมื่อปี พ.ศ.2517 ได้มีการค้นคว้าทดลองศึกษาความลึกลับเกี่ยวกับทางจิตในสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้มากกว่า 20 ปี ดร.แอนดริจา พูเฮริซ (Dr.Andrija Puharich) นักจิตวิทยาและวิศวกรอิเลคทรอนิคส์ทางเครื่องมือแพทย์ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์แห่งนิวยอร์ค (New York University Medical Center) ได้ทดลองเรื่องการเข้าทรงโดย นางชเลมเมอร์ ฟิลลิส (Mrs.Schlemmer Phyllis) เป็นคนทรง และมีนายจอห์น วิทมอร์ (Mr.John Whitmore)นักศึกษาจิตศาสตร์จาก โอซ์ซินนิ่ง นิวยอร์คเสตท (Ossinging New York State) เป็นผู้ร่วมงาน มีผู้เข้าร่วมสังเกตุการณ์สมทบภายหลังอีกหลายคน เช่น ดร.ไลออล วอทสัน (Dr.Lyall Watson) นักจิตวิทยา ศาสตราจารย์ ดร.คาร์ล ซาแกน(Prof. Dr.Carl Sagan) นักดาราศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางเรื่องมนุษย์วิทยา อีกทั้งนักธรรมเปรียญ ผู้เชี่ยวชาญทางเรื่องเทววิทยาศาสนศาสตร์ เหตุที่ต้องเชิญผู้ชำนาญการในสาขาวิชาเหล่านี้เข้าร่วมสังเกตุการณ์ด้วย ก็เพราะภายหลังจากการเข้าทรงของนางฟิลลิส 5-6 ครั้ง ปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่มีใครคาดฝันก็เกิดขึ้น “สิ่ง”ที่มาเข้าคนครงนั้น ไม่ใช่ภูติผีวิญญาณอย่างเช่นที่ควรจะเป็น อะไรก็ตามที่พูดผ่านคนทรงออกมา อ้างตนเองเป็น “มนุษย์ต่างพิภพ” และเขาตั้งชื่อตัวเองว่า “ทอม” (Tom) เพื่อความสะดวกในการติดต่อเรียกชื่อกัน

เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้สามารถอ่านบทสรุปในบทถัดไปก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านเมื่อสนใจในรายละเอียดได้ครับ


การติดต่อผ่านคนทรงระหว่างคณะผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวกับ มนุษย์ต่างดาวที่เรียกตัวเองว่า ทอม ได้ถูกบันทึกไว้ในเทปบันทึกเสียงโดยตลอด มีการติดต่อหลายร้อยครั้ง รวมเวลาคำสนทนายาวถึง 200 ชั่วโมงกว่าในการติดต่อโดยผ่านคนทรง มีการนัดหมายวันเวลาที่จะติดต่อกันเป็นครั้ง ๆ ไป เรื่องราวนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องการเข้าทรงธรรมดาอย่างที่ใครเข้าใจ แต่มันมีความลึกซึ้งไปกว่านั้น เพราะเหตุการ์ต่าง ๆ ที่ได้ผ่านการพิสูจน์ตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาวิชาด้วยกัน เท่าที่เครื่องมือและความรู้ทางวิทยาการปัจจุบันจะอำนวย ก็ไม่สามารถค้นพบความหลอกลวงได้ เรื่องทั้งหมดจึงเป็นเรืองที่ทิ้งไว้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของนักวิชาการทั้งหลาย ที่มีส่วนรู้เห็นว่าจะเชื่อหรือปฏิเสธเท่านั้น

การสนทนากับทอม มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับปัญหา ข้อสงสัย และมีการทดสอบลองภูมิกันในแง่ความคิดสติปัญญากันในตอนเริ่มแรก อีกทั้งปัญหาทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ การเมือง และที่สำคัญคือ ปัญหาทางด้านจานบินวิทยา ทั้งหมดได้รับการเปิดเผยโดยหาข้อโต้แย้งไม่ได้
ในการติดต่อสนทนากันตอนหนึ่ง ดร.แอนดริจา ตั้งคำถามทอม ผู้แทนมนุษย์ต่างดาว ติดต่อทางโทรจิตผ่านมาทาง นางฟิลลิส ให้อธิบายว่าตนเองเป็นใคร หรือเป็นอะไร … คำตอบของทอม ผ่านออกมาจากปากของนางฟิลลิส ซึ่งอยู่ในสภาพหลับอยู่ใต้การสะกดว่า

” เราไม่ใช่สิ่งมีตัวตนที่จับต้องได้ แต่เราสามารถแสดงตัวตนให้จับต้องได้ และแลเห็นได้โดยผ่านทางร่างสังเคราะห์เทียม เมื่อจำเป็นต้องทำ มันเป็นการยากที่เราจะอธิบายให้พวกท่านเข้าใจได้ชัดเจนว่าเรามีรูปร่างในลักษณะใดก็ได้ เราสามารถแสดงรูปร่างของมนุษย์ได้ เราอาจจะแสดงตัวในรูปร่างของพลังงานที่เปล่งแสงเจิดจ้าก็ได้ เราได้มีวิวัฒนาการไปไกลเหนือจุดแห่งความต้องการยึดเหนี่ยวทางร่างกายที่เป็นวัตถุธาตุ เราไม่มีความต้องการร่างกายที่เป็นเลือดเนื้อหนังมังสา”

ดร.แอนดริจา…” การติดต่อของท่านนี้กระทำขึ้นได้อย่างไร”

ทอม……” เราได้สวมใส่เครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ ลงในตัวของคนทรงนี้ (นางฟิลลิส) มันเป็นเครื่องรับส่งแปลภาษาของท่านและของเรา”

ดร.แอนดริจา……”เดี๋ยวก่อน เครื่องมืออะไร ภาษาของท่านเป็นภาษาอะไร”

ทอม…….” ท่านอาจแปลกใจ…เครื่องมือดังกล่าวถูกสวมซ้อนไว้ในกายของคนทรง ตรงบริเวณใกล้สมองส่วนกลาง เครื่องมือของเราไม่ได้ทำจากวัตถุธาตุ มันทำจากพลังงานล้วน ๆ จึงไม่ต้องการเนื้อที่ติดตั้ง ” ..เสียงเงียบไปเฉย ๆ

ดร.แอนดริจา…….” อย่างไรกัน โปรดอธิบายให้ละเอียด”

ทอม…….”ภาษาของเราไม่ใช่ภาษาอย่างที่มนุษย์ใช้กัน เราติดต่อกันด้วยความถี่ที่มีระดับต่าง ๆ กัน ยากที่จะอธิบายให้ท่านเข้าใจได้ ความถึ่อยู่ระหว่าง 98.6 ในความเข้าใจของท่าน”

ดร.แอนดริจา……”98.6 มีหน่วยเป็นอะไร”

ทอม…….”เราจะพยายามอธิบาย” เงียบไปชั่วครู่ “มันไม่มีอะไรจะเทียบได้ในภาษาความเข้าใจของมนุษย์…แต่..อาจจะคล้าย..ใกล้เคียงกับสิ่งที่ท่านเรียกว่า เมกกะไซเกื้ลส์ (Megacycles)

ดร.แอนดริจา……”โอเค ผมพอเข้าใจ แปลว่าท่านติดต่อได้โดยลดความถี่ในการพูดของท่านลงมาสู่ความถี่ต่ำที่จะทำให้มนุษย์สามารถได้ยินได้ โดยผ่านเข้าเครื่องแปลภาษาที่ฝังอยู่ในสมองของนางฟิลลิส อย่างนั้นหรือ”

ทอม…..”คล้ายกับอย่างที่ท่านเข้าใจ แต่มันยังซับซ้อนกว่านั้นมาก”

ดร.แอนดริจา…..”ซับซ้อนอย่างไร โปรดอธิบายง่าย ๆ”

ทอม…….”ขณะเดียวกัน เราต้องควบคุมการทำงานของสมองอีกหลายจุด การหายใจ หัวใจ ความดันเลือด รวมทั้งระดับกระแสไฟฟ้าในสมองของคนทรงคนนี้ ให้อยู่ในระดับปกติและสมดุลย์ เครื่องมือจะสามารถกระตุ้นการทำงานของสมองให้เห็นภาพตามที่ต้องการ แล้วปล่อยให้จิตใต้สำนึกแปลความหมาย จิตสำนึกจะรับรู้ความคิดเห็นนั้นแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดในภาษาของท่าน”

ดร.แอนดริจา……. “หมายความว่า ฟิลลิส อาจพูดโกหกได้”

ทอม…… อาจโกหกได้ ถ้าเราไม่ควบคุมให้สมบูรณ์ เราคอยควบคุมการทำงานของจิตใต้สำนึกอยู่ด้วย ถ้าหากมีการสร้างภาพขึ้นจากความทรงจำ เราจะหยุดการป้อนความคิด”

ดร.แอนดริจา……”อย่างไรกันไม่เข้าใจ”

ทอม…….” ตอนนี้คนทรงคนนี้อยู่ในภาวะหลับ จิตสำนึกของเขาไม่ทำงาน แต่เราบังคับให้ทำงานภายใต้การกระตุ้นของเรา จิตสำนึกทำงานเฉพาะหน้าที่การพูด ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของเครื่องมือแปลภาษาที่ใส่อยู่ในสมอง ซึ่งถูกควบคุมจากเราโดยตรง เราจะหยุดการกระตุ้น ถ้าจิตใต้สำนึกของเขาคิดฝันเองจากความทรงจำ ความฝันนั้นจะไม่พูดออกมาทางจิตสำนึก ท่านพอเข้าใจหรือยัง ”

ข้อความอีกตอนหนึ่งจากบทสนทนาติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวมีใจความซึ่งขอตัดตอนมาแสดงดังนี้

ดร.แอนดริจาถามขึ้นว่า ” ท่านคือใคร โปรดบอกให้เข้าใจหน่อย

เสียงของทอมตอบมาว่า… ” เราคือชีวิตที่ปราศจากรูปทางฟิสิกส์ อย่างที่เราเคยบอกแก่ท่านแล้ว…เราไม่มีธรรมชาติของตัวตนเรามีธรรมชาติเป็นอยู่ในลักษณะของพลังงานหรือเป็นพลังงานในความเข้าใจของมนุษย์ เราอยู่ในเขตเย็น ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถเปลี่ยนสภาพรูปร่างได้ตามที่เราต้องการ ”

ดร.ถาม ” อือวว์ ” … ” บนโลกนี้ผมเข้าใจว่าเขตเย็น (Zone of cold)อย่างที่ท่านว่าคงหมายถึงพวกสารวัตถุที่อยู่ในสภาพซูปเปอร์คอนดัคติวิตี้ ซึ่งอยู่ในสภาวะไร้ความต้านทานทางไฟฟ้า เป็นเขตที่อณูของมวลสารหยุดการเคลื่อนไหว อย่างนั้นใช่หรือไม่”

” ถูกต้องแล้ว” ทอมตอบ

นี่หมายความว่าท่านเป็นรูปพลังงานบริสุทธิ์ ในความจริงที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจลึกซึ้ง ท่านคงเป็นพวกวิญญาณใช่ไหม “

” เราคือวิญญาณ (Soul) “ เสียงทอมตอบ

” ทำไมท่านจึงชื่อ ทอม ”

เราเรียกตัวเองว่า ทอม ก็เพื่อความสะดวกในการติดต่อกับท่านเท่านั้น เราคือพลังงานที่ไม่มีวันตาย

ท่านคือพระเจ้าใช่ไหม” แอนดริจาถามต่อไป

ไม่ใช่ เราไม่ใช่พระเจ้า พวกมนุษย์ต่างหากที่สร้างพระเจ้าขึ้นมา” …เสียงทอมหยุดชะงัก

” โปรดอธิบายต่อไป พวกเรากำลังฟัง” แอนดริจาพูดเมื่อเสียงทอมหยุดไปเหมือนไม่แน่ใจว่าควรจะพูดต่อไปดีหรือไม่ดี

เราไม่ใช่พระเจ้าผู้สร้าง เราไม่ใช่ผู้ควบคุมมนุษย์ เราเป็นหนึ่งเดียวกับพวกท่าน และเราช่วยเหลือพวกท่านตลอดมา

” ผมไม่เข้าใจ โปรดขยายความให้ชัดเจน”

พวกมนุษย์มากมายเกือบทั้งโลกไม่เข้าใจถึงการเกิดและตายไม่เข้าใจความเป็นชีวิตในระหว่างชีวิตด้วยกัน แท้ที่จริงชีวิตทุกชีวิตคือพลังอันเดียวกัน…ชีวิตบริสุทธิ์ของเราประกอบด้วยสามอย่างที่เป็นเนื้อเดียวกันสนิท กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ คือ จิตวิญญาณ และ ความคิด (Spirit Soul and Mind) ทั้งสามเมื่อเข้าสู่บรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก จะปรากฏเป็นดวงวิญญาณ ซึ่งจะต้องเข้าสวมกับร่างที่เป็นกายภาพจึงจะปรากฏเป็น ” นามธรรม” หรือ เรือนร่างที่ท่านเรียกว่า ” ชีวิต” ..

เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำของทอม ผู้ที่อ้างว่าเป็นวิญญาณอมตะแล้วต้องพบว่า มันคล้ายคลึงกับเรื่องของสิ่งมีชีวิตในอีกระดับหนึ่ง เรียกว่า “เทพ” ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ทรงแบ่งระดับของสิ่งมีชีวิตไว้หลายระดับ การติดต่อโดยผ่านคนทรงนี้ จึงดูเหมือนการติดต่อกับภูติผีวิญญาณอย่างธรรมดา ๆ นี่เอง แต่ทว่าในความบางตอนจะพบกับความประหลาด เมื่อพูดถึงเหตุผลในการติดต่อครั้งนี้ ดร.แอนดริจา ถามทอม ในการสนทนากันตอนหนึ่งว่า

จงบอกวัตถุประสงค์ ในการติดต่อกันให้ทราบอย่างชัดแจ้งได้ไหม

“การติดต่อกับมนุษย์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราพยายามกระทำ เราเคยทำมาแล้วหลายครั้ง แต่ได้ผลน้อยมาก เพราะเกิดปัญหาในการควบคุมความนึกคิดจิตใต้สำนึกของผู้เข้าทรง ซึ่งเป็นตัวกลางในการสื่อสาร เราไม่สามารถควบคุมได้สมบูรณ์ ถ้าจิตใต้สำนึกไม่หยุดนิ่งเราก็ติดต่อกันไม่ได้”

“ท่านว่า ท่านไม่สามารถควบคุมอะไรได้สมบูรณ์”

“ส่วนใหญ่ ตัวกลางหรือคนทรงจะมี อีโก้ (Ego -หมายถึงการยึดเหนี่ยวว่าเป็นของตัวเอง เป็นตัวตน จึงทำให้เกิดความยึดมั่นไม่ยินยอม) และมีอารมณ์ (Emotion) ที่ผันแปร สิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ผลการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ในตัวกลางขณะกำลังติดต่อจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดในความเข้าใจทางภาษา และเป็นผลร้ายต่อกระแสความรู้สึกนึกคิดของตัวกลางเอง อาจทำให้คนทรงเกิดอาการสติฟั่นเฟือนไปก็ได้”

…… เงียบไปชั่วครู่…” ในการติดต่อครั้งนี้ จุดประสงค์ใหญ่คือ เราต้องการทำโครงการเพื่อเตรียมมนุษย์โลกให้พร้อมเพื่อรับการลงสู่พิภพ….. การลงจอดของยานที่พวกท่านเรียกว่า “จานบิน” …ตามโครงการนี้ การลงจอดจะใช้เวลา 9 วัน ตามเวลาบนโลกของท่าน ในช่วงเวลา 9 วัน ท่านจะเห็นยานบินของพวกเราลงจอดทั่วไป ตามจุดกำหนดที่จะบอกให้ทราบต่อไป การลงสู่พื้นพิภพโลกจะกระทำด้วยยานบินหลายประเภท ยานส่วนมากจะอยู่บนผิวพื้นโลกเพื่อดำเนินงานตามโครงการแผนขั้นที่ 2 คือการติดต่อกับผู้นำของพวกท่านทั่วโลก เพื่อดำเนินการตามแผนขั้นที่ 3 ต่อไป”…เสียงเงียบไปชั่วครู่

……” สิ่งที่จะมากับยานบินของเรา ไม่ใช่เรา แต่จะเป็นสิ่งมีชีวิต หรือมนุษย์จากพิภพอื่น ๆ เขาเหล่านั้นเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้เจริญซึ่งมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์สูงมากกว่าวิทยาศาสตร์ และความเจริญใด ๆ ทีมีอยู่บนโลกของท่าน กลุ่มสมาชิกต่างพิภพที่จะนำยานลงจอดนี้ จะมาช่วยแก้ไขปัญหาที่มนุษย์ไม่มีวันแก้เองได้สำเร็จ จะมาช่วยสอนวิทยาการที่ก้าวไกลกว่า และดีกว่าที่มีอยู่บนโลก แต่จุดมุ่งหมายใหญ่แล้วเขาจะมาจัดการ ยกระดับจิต ของพวกท่าน จะช่วยทำให้ระดับจิตของพวกท่านสูงขึ้น และดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ มันจะช่วยให้เกิดแสงแห่งธรรมแก่พวกท่าน ” …เงียบไปชั่วขณะ

เมื่อพูดถึงแสงสว่างแห่งธรรม พวกมนุษย์มันไม่เข้าใจว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับสากลจักรวาลทั้งหมดได้อย่างไร เราจะพยายามอธิบายให้ท่านเข้าใจภายหลัง…

  • พวกมนุษย์ไม่ได้มีความเข้าใจเลยว่าวัตถุประสงค์ที่ท่านเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเพื่ออะไร….
  • การกระทำ (กรรม) ความโกรธ ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา การทำลายล้าง และความชั่วร้ายอีกมากที่พวกท่านส่วนใหญ่ชอบกระทำกัน ทั้งด้วยสำนึก หรือไม่สำนึกก็ตาม เหล่านี้มีผลกระทบถึงพลังงานหรือสนามพลังที่เชื่อมต่อระหว่างภพ และระหว่างดวงดาว
  • วิวัฒนาการของชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ ทั่วเอกภพนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันหมด
  • การกระทำในทางลบ (ความชั่วร้ายต่าง ๆ) ส่งผลกระเทือนทำให้เเกิดการเสียสมดุลย์ของการพัฒนาทางชีวิตในพิภพและในมิติอื่น ๆ ทั่วไปหมด ……
  • ด้วยการยกระดับจิตสำนึก (Consciousness) ของมนุษย์บนโลกนี้ให้สูงขึ้นเท่านั้น ที่เป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยถ่วงสมดุลย์ของการพัฒนาทางพลังชีวิตในกาแลกซี่นี้ได้
  • บนโลกมนุษย์นี้เป็นแหล่งหนึ่งที่รวมของวิญญาณ หรือพลังชีวิตที่มาจากที่อื่น ไว้ในรูปแบบชีวิตที่เป็น นามรูป
  • พลังชีวิตจะต้องมาที่นี่เพื่อการเรียนรู้ความมีชีวิตในรูปแบบของความเป็นมวลสารวัตถุธาตุ นี่คือส่วนหนึ่งของวงจรการพัฒนาไปสู่ชีวิตในรูปแบบที่สูงกว่า
  • แต่โลกมนุษย์แห่งนี้เกิดมีความหนาแน่นเหมือนกับของเหลวที่เข้มข้น พลังชีวิตจำนวนมากได้มาที่นี่ตามวงจรของมัน แต่ต้องติดอยู่ที่นี่ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ที่นี่ ไม่สามารถพัฒนาไปสู่ชีวิตในรูปแบบที่สูงกว่าได้
  • มีพลังชีวิตจำนวนน้อยที่สามารถหลุดออกไปได้จากพิภพโลก
  • แต่พลังชีวิตระดับต่ำกว่าอีกมากก็กำลังเดินทางตามวิถีของมันมาสู่โลก ซึ่งจะต้องมาติดอยู่ที่นี่
  • เมื่อความหนาแน่นเพิ่มมากขึ้น สมดุลย์ต่าง ๆ ก็จะถูกทำลาย
  • ด้วยความร่วมมือกันระหว่างเรากับมนุษย์ต่างพิภพหลายกลุ่ม ซึ่งมีระดับชีวิตสูงกว่าท่าน เราวางโครงการปรับสมดุลย์พลังชีวิต เรากระทำมาแล้วในที่อื่น ๆ ซึ่งมีปัญหาแตกต่างกัน และเรากำลังจะทำให้กับมนุษย์บนพิภพโลก…”

“ในการเตรียมงานตามแผนที่หนึ่ง คือการลงจอดบนพิภพโลก กลุ่มผู้แทนจากหน่วยงานใหญ่ได้เข้าสำรวจสภาวะ และสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลไว้เรียบร้อยแล้ว เรื่องยูเอฟโอที่พวกมนุษย์ตกใจและพากันสงสัยนั่น
คือยานของพวกที่มาทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมินผล การทดลองและทดสอบข้อมูลต่าง ๆ ได้กระทำสำเร็จไปแล้วหลายเรื่อง เราเตรียมการทุกอย่างเพื่อดำเนินเข้าสู่แผนที่หนึ่ง เมื่อเวลานั้นมาถึง
ปฏิบัติการลงสู่พื้นพิภพจะทำให้มนุษย์ส่วนหนึ่งตกใจ และเกิดปฎิกิริยาโต้ตอบอย่างรุนแรง เราได้ศึกษาแล้วว่าช่วงเวลานั้นจะไม่กินเวลานานเท่าใด ความกระทบกระเทือนจะไม่ก่อให้เกิดผล การเปลี่ยนแปลงมากถึงกับเกิดการเสียหาย หรือเกิดสภาพที่เรียกว่า “สังคมช้อค” มนุษย์จะยอมรับพวกที่มาลงโดยดี”

“พูดถึงจานบิน ผมอยากทราบว่ามันเป็นอะไรกันแน่” ดร.แอนดริจาถามต่อไป

“ส่วนใหญ่แล้ว ยานบิน มที่มาปรากฎบนโลกของท่านเป็นยานบินของพวกสมาชิกกลุ่มสากล มาจากดวงดาวหลายแห่ง ยานพวกนี้มาในรูปแบบของวัตถุที่เป็นมวลสาร แต่มียานบินของพวกเราบางครั้งได้ถูกส่งมาเพื่อปฏิบัติการบางอย่าง ยานพวกนี้เป็น “เครื่องจักรไร้มวลสาร” (Non physical)

“ผมยังไม่เข้าใจเหตุผลอันใดในการมาของพวกยานอวกาศขององค์การหรือกลุ่มสมาชิกอะไรนั่น พวกเขาจะได้อะไรเป็นการตอบแทน จากการทำโครงการลงจอดนี้”

“ในการที่จะทำให้จักรวาลนี้มีววัฒนาการไปอย่างสมดุลย์ด้วยดี…มันยากที่พวกมนุษย์จะเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้…
แต่มันมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องช่วยให้วิถีของการพัฒนาทางพลังชีวิตอยู่ในสมดุลย์” ..
“ที่ว่าสมดุลย์นั้น หมายถึงสมดุลย์ของอะไรกับอะไรมิทราบ”…..แอนดริจาชัก เงียบไปสักครู่ ทอมจึงตอบ

“สมดุลย์ระหว่างพลังของชีวิต (Souls) กับชีวิตแบบกายภาพ” ….

“ช่วยบอกผมเกี่ยวกับตัวท่าน และพวกที่จะมากับจานบินหน่อยซิว่าเป็นอย่างไร…ต้องการรายละเอียด”

“พวกที่จะมาลงบนโลกนี้ด้วยจานบินเป็นมนุษย์คล้ายพวกมนุษย์โลก เป็นสมาชิกขององค์การสากลจักรวาลรับอาสามาทำงานให้โครงการของเรา”
“ได้รับผลตอบแทนอย่างไรในการรับอาสานี้”

“เขาเป็นสิ่งมีชีวิตในรูปกายภาค มีตัวตนเหมือนคนบนโลกนี้ แต่มีความเจริญทางภูมิปัญญาและเทคโนโลยีสูงมาก ทั้งทางด้านวัตถุและทางด้านจิตใจได้พัฒนาเข้าสู่จุดสูงสุดของการพัฒนาทางยีนส์ โครงสร้างทางชีวเคมี
พวกเขามีความเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับกฎธรรมชาติของชีวิตและสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาล (Cosmic Laws) พวกเขาจะลงมาช่วยทำแผนการยกระดับจิตให้แก่มนุษย์โลก เพราะเขามองเห็นผลร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น
ถ้าหากปล่อยให้การเสียสมดุลย์เกิดขึ้นมากกว่านี้” …

“เอาละผมพอเข้าใจ แต่ยังมีข้อข้องใจอยู่อีกมาก” …

“จงตั้งคำถามเถิด”

“ท่านว่าพวกเราไม่เข้าใจความหมายของชีวิต ท่านจะบอกเราได้ไหมว่า มนุษย์เกิดมาทำไม?
มาอยู่บนโลกนี้เพื่ออะไร? มาได้อย่างไร? และเรามาจากไหนไม่ทราบ?” …

เสียงการติดต่อเงียบไปชั่วครู่ แล้วจึงดังมาอีก

  • มนุษย์ทั้งหลายบนโลกมนุษย์นี้ มาจากเราทั้งสิ้น
  • ปัญหาที่ถามมาเป็นปัญหาที่คนทั้งโลกอยากจะทราบ แต่มีคนไม่กี่คนที่ทราบคำตอบนี้ หรือเคยทราบคำตอบนี้และได้พยายามบอกเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่มักจะได้รับการปฎิเสธเสมอมา
  • ชีวิตมนุษย์ทุกคนเกิดมาจากสะเก็ด ส่วนย่อย ๆ ของพลังชีวิตของเราที่หลุดออกไป
  • แต่ละหน่วยประกายพลังชีวิตที่แตกออกไป จะต้องผ่านเข้าสู่วิถีตามกฎของธรรมชาติแห่งสากลจักรวาล มันจะต้องไปถือกำเนิดในรูปต่าง ๆ เป็นลำดับแล้วแต่ความต้องการที่มันยึดเหนี่ยวหรือประจุกรรมของมันจะส่งมันไป
  • จนกระทั่งมาสู่โลกมนุษย์ มันอาจจะถือกำเนิดเป็นสัตว์ชั้นต่ำ หรือมนุษยืก็ได้
  • การถือกำเนิดในแต่ละชาติเป็นไปตามกำลังของประจุกรรมที่มันยึดเหนี่ยวเอาไว้
  • การเรียนรู้และได้เข้าประสบกับความเป็นชีวิตในแต่ละชาติเท่ากับการสะสมประจุกรรม ประจุกรรมอย่างหนึ่งจะนำมันไปสู่อีกอย่างหนึ่ง
  • จากโลกนี้ไปแล้วก็ไปสู่โลกอื่นที่มีรูปแบบของชีวิตต่าง ๆ ไป ไปสู่ชีวิตที่มีระดับสูงกว่า มีระดับจิตสูงกว่า
  • เมื่อพัฒนาไปจนถึงระดับสูงสุดของชีวิตแบบนามรูปนี้แล้ว ก็ถึงจุดแห่งการ ” สละรูป ” นั่นคือการสะสมประจุกรรมกำลังจะหมดเชื้อ
  • มันจะกลับกลายมาเป็นพลังชีวิตบริสุทธิ์ กลับมารวมกับเราและเป็นเรา

“แล้วท่านว่าโลกนี้มันหนาแน่น และมีการสะสมพวกพลังชีวิตไว้มากจนเสียสมดุลย์นั้น มันเกี่ยวอะไรกันด้วย”

“เกี่ยวกันโดยตรง โลกกำลังสะสมเกิดความหนาแน่นมากขึ้นทุกขณะ การสะสมและความหนาแน่นทำให้ชีวิตอัดประจุกรรมไว้สูงมาก การพัฒนาจะกลับถอยลงสู่ระดับต่ำ ในชีวิตระดับต่ำประจุกรรมมีการสะสมน้อย และไม่หนาแน่น ชีวิตก็จะคายประจุกรรมออก เมื่อประจุกรรมลดลง การพัฒนาก็เดินหน้าสู่ระดับสูงขึ้นอีก แต่จะมาติดอยู่บนโลก เดินหน้าต่อไปไม่ได้ เมื่อชีวิตมาอุบัติเป็นมนุษย์ประจุกรรมจะถูกสะสมอย่างหนาแน่น เกินกว่าจะพัฒนาต่อไปในระดับที่สูงกว่านี้ได้ การพัฒนาของชีวิตต้องสะดุดหยุดลงที่นี่”

“ที่ว่าหนาแน่นนั้น …อะไรหนาแน่น”

“ความหนาแน่นที่เราพูดถึงคือ ความชั่ว ความมัวเมา ความลุ่มหลง ความไม่เข้าใจในความจริงของธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ได้สะสมขึ้นมากมาย และเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดถึงลูกหลานได้ ส่วนใหญ่โดยทางวัตถุธาตุ มวลสาร มนุษย์มีความเจริญทางด้านวัตถุธรรม ซึ่งเป็นความเจริญที่เป็นไปเพื่อสนองความต้องการ อันเกิดจากความหลงผิด ลุ่มหลง และมืดมน มัวเมา ความเจริญในทางนี้ทำให้ความเจริญทางด้านจิตใจหยุดชงักลง อันที่จริงทั้งสองอย่างนี้จะต้องมีการวิวัฒนาการควบคู่กันไป การพัฒนาของชีวิตในรูปแบบมนุษย์จึงจะอยู่ในสมดุลย์ ขณะนี้มันได้เอียงออกนอกฐานของความสมดุลย์ไปแล้ว ถ้าไม่หยุดยั้งทันท่วงที จุดจบทั้งหมดของการพัฒนาจะมาถึง……มนุษย์ใช้เวลาสะสมพัฒนารูปแบบของชีวิตมาเป็นเวลาหลายล้านปีกว่าจะมาถึงปัจจุบัน หารู้ไม่ว่าตัวเองกำลังก้าวออกนอกฐานแห่งความสมดุลย์ เอนเอียงไปในด้านวัตถุปัจจัยมากเกินไป …..เราจำเป็นต้องช่วยทำให้สมดุลย์ เราเชื่อว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ในอดีตของพวกท่านเคยมีมนุษย์ที่พัฒนาเข้าสู่ความเจริญจนเป็นพวกศิวิไลซฺ์ชั้นสูง เจริญมากในด้านเดียว คือทางวัตถุธรรม และก็พบกับจุดจบโดยการทำลายตัวเองจนสาบสูญไปทั้งเผ่าพันธุ์ เราได้แต่เฝ้ามองพวกนั้นโดยไม่ได้ช่วยอะไร ชีวิตเหล่านั้นต้องย้อนกลับถอยหลังไปสู่จุดเริ่มวิถีของชีวิต เพราะพลังของประจุกรรมที่สั่งสมอย่างหนาแน่น ยังคงต้องกินเวลาอีกหลายพันล้านปี กว่าจะพัฒนากลับขึ้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ใหม่”

ผมขอถามหน่อย ที่ว่าชีวิตบนโลกมาจากท่าน แล้วก็กลับไปเป็นตัวท่านใหม่ ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงหลุดมาจากท่านได้ ในเมื่อท่านบอกว่า มันเป็นพลังงานชีวิตที่บริสุทธิ์

“…นี่เป็นธรรมชาติของตัวเราเอง จะมีเวลาหนึ่งที่พลังงานชีวิตบริสุทธิ์จะต้องเกิดประกายแตกตัวออกแล้วแผ่กระจายไปเป็นประจุเล็ก ๆ แต่ละประจุจะมีความยึดมั่นในตัวของมันเอง ซึ่งจะนำมันไปสู่ชาติและภพที่มันต้องไปเกิดเป็นชีวิตในรูปแบบนั้น ๆ แล้วก็เริ่มต้นพัฒนาเข้าสู่วิถี เปลี่ยนแปลงภพ เปลี่ยนภูมิ ยกระดับสูงขึ้น สูงขึ้น กินเวลาหลายกัลป์กว่าจะพัฒนากลับมารวมกับเรา ท่านเข้าใจหรือยัง”

เท่าที่ยกมาแสดงนี้ เป็นเพียงตัวอย่างส่วนน้อย เป็นทฤษฎีหนึ่งที่ตอบปัญหาเกี่ยวกับจานบิน และความเกี่ยวโยงไปในประวัติศาสตร์ จนถึงเรื่องของพระเจ้าอวกาศ อย่างน้อยก็เป็นทรรศนะที่จะมองปัญหาจานบินได้ นอกจากนี้แล้ว ดร.แอนดริจา และคนอื่น ๆ ยังสอบถามทอมในเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก เรื่องของการเมือง ภูมิศาสตร์ และอื่น ๆ……….

จากการสนทนาติดต่อกันซึ่งได้นำมาแสดงเป็นตัวอย่างนี้ จะเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด หลายคนได้ช่วยกันวิเคราะห์
แล้วบ้างก็เชื่อ บ้างก็ยังไม่ออกความเห็น เมื่อสมมุติว่า ทอมมีตัวตนจริง ๆ และเป็นผู้ติดต่อมาจริง ๆ คำกล่าวอ้างของทอมก็มีมูลความจริงอยู่มาก

1. ทอมสามารถอ้างประวัติศาสตร์ของโลก กล่าวถึงเวลาสถานการณ์ในอดีต รวมทั้งชื่อบุคคลต่าง ๆ ได้ถูกต้อง โดยปกติแล้วถ้า
คำพูดเหล่านั้นเป็นคำพูดของตัวคนทรงเอง (นางฟิลลิส) ย่อมหมาย
ความว่านางฟิลลิสต้องเป็นนักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญมาก แต่จากการสอบประวัติต่าง ๆ ของนักวิเคราะห์ได้พบว่า นางฟิลลิสเป็น หญิงธรรมดาจบการศึกษาแค่มัธยม นางไม่เคยมีความรู้ทางประวัติศาสตร์มากนักเป็นไปไม่ได้ที่นางจะสามารถอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ได้
ละเอียดขนาดนั้น (ที่นำมาแสดงในที่นี้เป็นเพียงส่วนน้อย) แม้ชื่อ
สถานที่ต่าง ๆ นั้น ผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ยังต้องเปิดเอ็นไซโคลปีเดียตรวจสอบ

2. มนุษย์ต่างดาว ทอม สามารถทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกต้องเกือบ 100% (ไม่ได้นำมาแสดงในที่นี้) จากการสนทนากันใน
เรื่องการเมืองและสถานการณ์บนโลกปัจจุบัน (ปี พ.ศ.2490 เป็นปีที่มีการติดต่อกัน) ขณะนั้นกำลังมีวิกฤตการณ์ตึงเครียดระหว่างยิวกับอียิปต์

3. การสนทนามีการตั้งคำถามมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ ศาสนาคริสต์ แต่ผลของคำตอบที่ได้รับมีแนวโน้มเอียงที่ทำให้ความเชื่อถือและความเข้าใจในเรื่องคริสตศาสนาเปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่ง
ความขัดแย้งนี้ทำให้กลุ่มคนที่มีความเชื่อในแบบดั้งเดิมเกิดปฎิกิริยา
มาก ในขณะเดียวกันตัวคนทรงเองคือนางฟิลลิส เป็นคนหนึ่งที่เคร่ง
ศาสนา และมีความเชื่อแบบดั้งเดิม ภายหลังที่ได้ฟังเทปบันทึกเสียง
การสนทนานี้แล้ว ก็ทำให้นางไม่พอใจ และรู้สึกผิดหวังอย่างมาก นางขอถอนตัวออกจากการเป็นคนทรง และขอให้ ยูริ กิลเลอร์ (Uri Geller) นักจิตวิทยา ชาวอิสราเอล ผู้มีชื่อเสียงในเรื่องจิต มาทำหน้าที่เป็นตัวกลางติดต่อแทน นางฟิลลิสให้เหตุผลว่านางไม่ต้องการ
มีชื่อว่าเป็นคนทำลายความเชื่อศาสนา นางกลับเชื่อว่าทอมผู้มาเข้าทรงไม่ใช่วิญญาณฝ่ายพระเจ้า แต่เป็นวิญญาณชั่ว….แสดงว่าคำพูด
ของทอมไม่ใช่คำพูดของนางเอง ซึ่งอาจแกล้งทำหรือแต่งเติมขึ้นมา

4. ผู้ที่นำเรื่องนี้มาพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นหนังสือพ๊อคเก็ทบุค คือ นายสจ๊วร์ท โฮลรอย์ด (Stuart Holroyd) เขียนเป็นหนังสือ
ชื่อ ” Briefing for the Landing on Planet Earth ”
เราจะให้ความเชื่อถือกับเรื่องราวแบบนี้ได้มากน้อยเพียงใดขั้นแรกถ้าเรายอมรับและให้ความเชื่อถือแก่ ดร. แอนดริเจ พูฮาริช และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ในทีมงานของเขา ซึ่งต่างยอมรับกันว่าการติดต่อโดยผ่านคนทรงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง ปัญหาที่ตามมาคือสิ่งต่างๆ ที่ ” ทอม” พูดนั้นมันเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด…

ชีวิตที่ไม่มีรูปกายมีแต่พลังงานมีจริงหรือ?
ยานบินยูเอฟโอมีทั้งยานที่สร้างด้วยมวลสาร และที่สร้างด้วยพลังงานจะเป็นไปได้อย่างไร? ยานบินที่มีเครื่องจักรไม่ได้ทำด้วยมวลสารเป็นไปได้อย่างไร?
การยกระดับจิตของมนุษย์โลกจะเป็นไปได้อย่างไร?

และปัญหาต่างๆ อีกมากมายในคำพูดของ” ทอม” มนุษย์ต่างดาวซึ่งดูแต่จะเพิ่มความพิศวงให้แก่ทุกคนมากยิ่งขึ้น

ใครจะมีคำตอบ ใครจะอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้กระจ่างชัดขึ้นได้?
เราจะเอาหลักวิชาอะไรมาเป็นเครื่องยืนยัน?
หลักการดังกล่าวมีอยู่บนโลกเราหรือไม่ แล้วเราจะวิเคราะห์เรื่องอย่างนี้กันได้อย่างไร …ฯลฯ…

สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เพิ่มมากขึ้นๆ ดูจะไม่มีข้อยุติลงได้เหมือนกับที่ ดร.ไฮเนคเคยกล่าวเอาไว้ว่า…

” เมื่อผมยิ่งค้นคว้าเรื่องยูเอฟโอมากเท่าใดผมก็พบกับปัญหามากขึ้น ข้อมูลหนึ่งที่ได้มาอาจตอบปัญหาได้ 2-3 ข้อ แต่กลับทำให้เกิดปัญหาต่อไปอีกหลายสิบข้อ ดูเหมือนว่าข้อมูลที่ได้มานั้นคือตัวสร้างปัญหา ผมพิจารณาสิ่งเหล่านี้แล้ว ผมคิดว่าบางที…วิทยาศาสตร์และหลักวิชาของมนุษย์ปัจจุบัน ไม่ใช่เครื่องมือที่ถูกต้องสำหรับการวิเคราะห์ปัญหายูเอฟโอ…
บางทีเราต้องหาเครื่องมือหรือหลักการใหม่เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์เรื่องนี้ได้ “…

ดร.ไฮเนค คิดถูกแล้ว และเป็นความคิดที่คล้องจองกับความคิดของ ดร.แวลลี่ เช่นเดียวกัน การวิเคราะห์เรื่องยูเอฟโอจะต้องใช้วิชาการ หลักการ แนวทางใหม่ ที่ก้าวกระโดดออกไปนอกเหนือไปจากกฏเกณฑ์เดิม มันจะต้องเป็นวิชาการและหลักการใหม่ที่อยู่นอกเหนือกฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน แต่ไม่ใช่กฏเกณฑ์ใหม่ที่คัดค้านกฏเกณฑ์เดิมโดยสิ้นเชิง และสิ่งใหม่ที่เราจะต้องมองหาเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือใหม่ในการวิเคราะห์เรื่องยูเอฟโอนี้ก็มีอยู่ เครื่องมือใหม่นี้เรียกว่า

” วิทยาศาสตร์ล้ำยุค”

บทความในกระทู้จบเพียงเท่านี้ครับ

Copyright © 2018. All rights reserved.