017 การเวียนว่ายตายเกิด เป็นไปเพื่อการเรียนรู้ ในการที่จะกลับสู่พระพุทธเจ้า

เหตุใดพระพุทธเจ้าต้องทำงานในยามหลับฝัน

หลังจากได้อ่านเนื้อหาในบทนี้เพื่อนๆอาจจะเข้าใจมากขึ้นว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์และทำงานในยามหลับฝัน

จำได้ไหมที่ทอมบอกว่า ชีวิตบริสุทธิ์ของทอมจะมีเวลาหนึ่งที่พลังงานจะต้องเกิดประกายแตกตัวออกแล้วแผ่กระจายไปเป็นประจุเล็ก ๆ แต่ละประจุจะมีความยึดมั่นในตัวของมันเอง สิ่งที่พระพุทธเจ้าก้าวล้ำไปกว่าทอมคือทอมไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะแตกตัวออกด้วยประจุที่มีความยึดมั่นในลักษณะใด แต่พระพุทธเจ้าสามารถควบคุมตัวเองได้ว่าจะแตกประจุใด ไปสถานที่ใด เพื่อเรียนรู้สิ่งใด

มาถึงตรงนี้ให้เพื่อนลองนึกถึงเวลาที่เราดื่มน้ำใส่น้ำแข็ง มีน้ำแข็ง 3 แบบที่เราใส่ 1. น้ำแข็งยูนิตก้อนใหญ่ 2. น้ำแข็งก้อนเล็กๆที่แตกออกอย่างพอดีๆ 3. น้ำแข็งที่ปั่นละเอียด แน่นอนน้ำแข็งที่ให้ความเย็นได้ดีที่สุดยาวนานที่สุดที่ทำให้เราได้ดื่มน้ำอย่างเย็นชื่นใจ คือน้ำแข็งก้อนเล็กๆที่แตกตัวเรียงพอดีๆอย่างเต็มแก้ว

การกำเนิดพระพุทธเจ้า 1 พระองค์

มาถึงตรงนี้จะเริ่มมีคำว่า มิติ เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าลืมจุดยืนของเราว่าก้าวทีละก้าว ไม่ว่าท่านจะเกิดความคิดอะไรอย่างที่เคยบอกไว้ อย่าพึ่งคิดตั้งคำถามเพราะต่อไปอาจได้คำตอบ ค่อยๆก้าวตามๆกันไปทีละก้าว

จากรูปด้านซ้ายดั่งที่เคยอธิบายไว้สมมุติว่าพระพุทธเจ้าอาศัยอยู่กันในโลกด้านบนที่เรียกว่า โลกนิพพาน เราผู้เป็นมนุษย์เดินดินอยู่ใน โลกด้านล่าง แต่ในทางพระพุทธศาสนาอย่างที่เรารู้กันว่าโลกของเราประกอบไปด้วยหลายมิติหลายภพภูมิ นอกจากมนุษย์แล้วการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสารวัฏยังมีอีกในหลายรูปแบบ

มาที่รูปด้านขวาเราอาจแทน วงใน ด้วย พระพุทธเจ้า และวงรอบนอกด้วยสิ่งมีชีวิตต่างๆที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ การแตกตัวหรือคายประจุที่เป็นไปอย่างตั้งใจของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้ามีความต้องการให้ผู้คนที่อยู่ในวงนอกได้เข้ามาอยู่วงในด้วยกัน มาอยู่ด้วยกันด้วยความรักและอบอุ่น อย่างเสมอเท่าเทียมไม่มีความขัดแย้งแก่งแย่งกัน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงจำเป็นต้องคายประจุออกเพื่อไปเรียนรู้ว่าคนวงนอกมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร เพื่อจะได้เรียนรู้ กระบวนการคิด ของสิ่งมีชีวิตทุกประเภท

การคายประจุออกของคนวงในที่พวกเราเรียกกันว่า พระพุทธเจ้า นี้ ในทางศาสนาพุทธ เรียกว่า การเวียนว่ายตายเกิด เมื่อคายประจุ จะมีการนำประจุนั้นไปสู่ชาติและภพที่ไปเกิดเป็นชีวิตในรูปแบบต่างๆตามกระบวนการ

มาถึงตรงนี้ให้ท่านนึกถึงว่าพระพุทธเจ้าเปรียบเสมือนน้ำแข็งทั้งหมดของขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือรวมกัน และน้ำแข็งทั้งหมดนั้น กระจายแตกตัวออกเป็นก้อนต่างๆในขนาดที่พอดีๆประมาณน้ำแข็งยูนิต น้ำแข็งก้อนเล็กๆพอดีๆนี้คือจิตดวงหนึ่งซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของพระพุทธเจ้า และจิตทุกดวงก็จะแยกย้ายกันไปเรียนรู้เวียนว่ายตายเกิดเป็นชีวิตรูปแบบต่างๆในทุกภพทุกภูมิที่แตกต่างกันตามที่ระบุไว้ในพระไตรปิฏก เพื่อรอที่จะกลับไปควบรวมกันก่อกำเนิดเป็น พระพุทธเจ้า 1 พระองค์

พวกเราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้า

มาถึงตรงนี้ท่านคงจะสงสัยว่าจิตของพระพุทธเจ้าที่เปรียบเสมือนน้ำแข็งก้อนใหญ่ขนาดเท่ากับน้ำแข็งทั้งหมดของขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้รวมกัน จะแตกออกได้เป็นจิตกี่ดวงต้องเติมศูนย์กี่ตัวถึงจะได้เป็นจำนวนจำนวนนั้น และกว่าจิตทุกดวงจะเวียนว่ายตายเกิดจนเรียนรู้ถึง กระบวนการคิด ของชีวิตรูปแบบต่างๆได้ครบในทุกภพทุกภูมิ ต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหนคงมากมายเหนือจินตนาการ แล้วพระโคตมพุทธเจ้ามีเวลานานขนาดนั้นหรือ ในการที่จะรอเพื่อจะควบรวมจิตทุกดวงมาจุติเป็นพระโคตมพุทธเจ้า 1 พระองค์

ไม่เลยพระพุทธเจ้าไม่เคยต้องรอ ทำไมน่ะหรือเพราะพวกท่านทำงานกันเป็นทีม ทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมที่สุด เป็นมือดีที่สุดในหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบ

แล้วใครล่ะที่ต้องรับผิดชอบแทนพระพุทธเจ้าในการต้องนำจิตทุกดวงที่แตกตัวออกไปเวียนว่ายตายเกิดตามภพภูมิต่างๆและนำส่งกลับมาควบรวมกันใหม่จนเกิดเป็น พระพุทธเจ้า 1 พระองค์

ตามหลัก พระพุทธศาสนา เราเรียกท่านผู้ที่ทำหน้าที่นี้ว่า คณะท่านยมฑูต และผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการดูแลรับผิดชอบคณะท่านยมฑูต คือ ท่านยมบาล

แล้วกระบวนการนี้เกิดขึ้นเพื่ออะไร ก็ต้องย้ำที่จุดเดิม คือ เกิดขึ้นมาเพื่อให้สิ่งมีชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสารวัฏ ในวงนอกได้มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้น ได้เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความหมาย เรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่ทำร้ายเบียดเบียนกันและกัน เรียนรู้เพื่อที่วันหนึ่งจะขยับเข้ามาเป็นคนวงใน ขยับเข้าเรื่อยๆใกล้ชิดขึ้นมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งได้กลับมาควบรวมกับเจ้าของประจุๆนั้น เกิดการควบรวมจิตทุกดวง ก่อกำเนิดเป็น บรมครู 1 คน

พวกเราทุกคน
สิ่งมีชีวิตทุกภพภูมิ
ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสารวัฏ
ล้วนแล้วแต่เป็นจิตดวงหนึ่ง
เป็นส่วนประกอบๆหนึ่งของ
พระพุทธเจ้า

คนวงกลางกับการทำงานของพระสาวก

จากขั้นตอนก่อนหน้าสรุปได้ว่า บรมครู เกิดมาจากการเรียนรู้ กระบวนการคิด ของ จิต ทุกดวง มาถึงตรงนี้ผมขอเพิ่มเข้ามาอีกมิตินึงนะครับ แทรกกลางเข้าไปจากเดิมที่พระพุทธเจ้าแตกประจุออกสู่วงนอก วงนอกในรูปเดิมแบบด้านซ้ายนั้นแท้จริงแล้ว คือ วงลำดับที่ 3 แบบในรูปด้านขวา ก่อนจะถึงวงที่ 3 นั้นต้องกระจายออกสู่วงที่ 2 ก่อน

เพื่อให้วงที่สองได้เรียนรู้ ความยึดมั่น ของประจุแต่ละประจุที่ พระพุทธเจ้า ปล่อยออกมา เพื่อเรียนรู้ว่าประจุแต่ละประจุนั้นมีต้นกำเนิดมาจากรูปแบบใดและต้องไปเรียนรู้ในเรื่องใดและจะกลับมาในรูปแบบใดได้บ้าง

กระบวนการทั้งหมดนี้เราเรียกได้ว่า กระบวนเรียนรู้ผลของการกระทำ หรือที่ตามหลักของพระพุทธศาสนาเรียกว่า กฏแห่งกรรม และตามหลักวิทยาศาตร์เรียกว่า หลักของเหตุและผล

แล้วพระพุทธเจ้าสามารถเรียนรู้ กระบวนการคิด ของจิตทุกดวงที่แตกตัวออกมาจากจิตดวงหนึ่งซึ่งเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งทั้งหมดในโลกใบนี้รวมกันได้อย่างไร ไม่เลยพระพุทธเจ้าไม่ได้เก่งขนาดนั้น บรมครู จะกำเนิดขึ้นได้ต้องมี ครูผู้ช่วย ครูที่จะช่วยสรุป กระบวนการเรียนรู้ ของจิตทุกดวง ช่วยรวมรายละเอียดของจิตทุกดวงให้สรุปออกมาเป็นแนวทางของ ความยึดมั่น ความยึดมั่นที่มนุษย์ทุกวันนี้มีอะไรบ้างที่ยังเรียนรู้ที่จะ ปล่อยวาง มันลงไม่ได้ ความยึดมั่น ที่ยังทำให้มนุษย์ติดอยู่ในวังวนของสงสารวัฏ ความยึดมั่นที่ทำให้มนุษย์ยังไม่หลุดพ้นจากการกระทำที่จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
นั่นจึงเป็นหน้าที่ของ ทีมงาน ผู้ที่อยู่ในวงลำดับที่สอง ขยับออกมาจากวงในที่เป็นที่อยู่กันของ พระพุทธเจ้า ทีมงานนี้ตามหลักของพระพุทธศาสนาเราเรียกพวกท่านกันว่า

พระสาวก

เพื่อให้การดับเป็นทางเลือกสุดท้าย

พระสาวก มีหน้าที่เปรียบเสมือนนักวิทยาศาสตร์ในห้องแลปที่ทำการทดลองการแปรเปลี่ยนของสสาร หากเปรียบ ความยึดมั่น ที่จิตแต่ละดวงยึดถือมาก่อนจะกำเนิดนั้น ในทางวิทยาศาตร์เราเรียกสิ่งนี้ว่า ยีนส์ ยีนส์ที่แตกต่างกันดั่งที่เราเรียกว่าร้อยพ่อพันแม่ แต่ยีนส์ที่แตกต่างกันนั้น ยีนส์ในรูปแบบเดียวกันเมื่อไปอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันไปสภาวะแวดล้อมแบบไหนที่จะทำให้ยีนส์ด้อยกลายเป็นยีนส์เด่น และสภาวะแวดล้อมแบบไหนที่จะทำให้ยีนส์เด่นกลายเป็นยีนส์ด้อย ซึ่งสภาวะแวดล้อมแบบนี้เราจะค่อยๆทยอย ดับ สภาวะแวดล้อมนั้นๆไป ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบดับ สภาวะแวดล้อม ที่ทำให้ยีนส์เด่นกลายเป็นยีนส์ด้อยนี้ในทางศาสนาฮินดูเราเรียกพระองค์ว่า พระศิวะ (พระผู้ทำลาย)

ซึ่งกว่าจะมาถึงวัฏจักรของการ ดับ สภาวะแวดล้อมก็กินเวลาการเรียนรู้หลายชั่วอายุคน แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้การ ดับ สภาวะแวดล้อมเกิดขึ้น ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบไม่ให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเราเรียกว่า คณะพระอริยสงฆ์

ผู้ที่อยู่ใน คณะพระอริยสงฆ์ เมื่อพระพุทธเจ้าคายประจุซึ่งก็คือจิตดวงหนึ่ง ออกมาถึงวงที่สองของตัวเองแล้วนั้น จะต้องแยกย้ายกันไปเรียนรู้ว่าจิตที่มี ความยึดมั่น ในรูปแบบที่แตกต่างกันนั้น รูปแบบไหนต้องไปอยู่ในสภาวะแวดล้อมใดที่จะสามารถทำให้ประจุนั้น ปล่อยวางความยึดมั่น ในด้านลบลงได้ เพื่อจะได้รักษาไว้ซึ่งสภาวะแวดล้อมนั้น และหากประจุไหนที่มี ความยึดมั่นในด้านบวก ตกไปอยู่ในสภาวะแวดล้อมใดแล้วส่งผลให้ ความยึดมั่นในด้านบวก นั้นกลายเป็น ความยึดมั่นในด้านลบ ก็จะพยายามสั่งสอนให้จิตดวงนั้นได้รู้และเข้าใจในสภาวะแวดล้อมนั้นเพื่อ ปล่อยวาง มันให้ได้ต่อไป

จนในท้ายที่สุดเมื่อหมด อายุขัย ของจิตดวงนั้น หากจิตดวงนั้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้นของ ความยึดมั่น ไปในทางบวกก็จะส่งผลให้มี ภพภูมิ ที่สูงขึ้นไป แต่หากมี ความยึดมั่น ที่ถดถอยไปในทางลบ จิตดวงนั้นก็จะถูกลดไปอยู่ใน ภพภูมิ ที่ต่ำลงเพื่อกลับไปเรียนรู้ใหม่ กระบวนการทำงานทั้งหมดของ คณะพระอริยสงฆ์ นี้เป็นไปเพื่อให้การดับสภาวะแวดล้อมที่เป็นความรับผิดชอบของ พระศิวะ ผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาดในการทำลายนั้นเป็น ทางเลือกสุดท้าย

จากข้อมูลทั้งหมดนี้เราจะเห็นได้ว่า ในการกำเนิดพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ ไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน สิ่งมีชีวิตทุกประเภทที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสารวัฏเดียวกับเรานี้ เป็นหน้าที่ที่พวกเราทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจ รักและสามัคคีกันเพื่อฝ่าฝันไปให้ถึงจุดหมาย จุดหมายอันยิ่งใหญ่จุดหมายที่จะทำให้พวกเราทุกคนได้อยู่ร่วมกัน ด้วยความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เราเรียกดินแดนที่พวกเราทุกคนจะก้าวไปเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน แห่งนั้นว่า

ดินแดนแห่งพระนิพพาน

นิพพานไม่ใช่เรื่องไกลตัวหากพวกเราร่วมทางกันเดิน

เมื่อพูดถึงคำว่านิพพานคิดว่าหลายท่านคงคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีทางที่เราจะบรรลุเป็นอรหันต์แล้วดับขันธ์เข้าสู่นิพพานได้ ถูกต้องเป้าหมายนี้มันคงเป็นเป้าหมายที่ใหญ่เกินตัวหากเป็นการกระทำของใครคนใดคนหนึ่ง หากพวกเราทุกคนต่างแยกทางกันเดิน จะดีกว่าไหมถ้าพวกเราทุกคนหันกลับมาหันหน้าเข้าหากัน เพราะเมื่อพวกเรามีจุดศูนย์รวมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ย่อมไม่มีเส้นทางใด เป้าหมายใดที่มนุษย์เราจะไปไม่ถึง

หากท่านยังคิดว่านิพพานเป็นเรื่องไกลเกินตัว ให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ เหตุการณ์ที่ผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่งได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ปรากฏการณ์ที่ทลายทุกความเชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทลายกฏทุกฏทางวิชาการ จนเรียกได้ว่าเหล่าผู้เชี่ยวชาญไม่มีใครกล้ารับประกันความปลอดภัย เหตุการณ์ที่ผู้ชายตัวเล็กๆคนนึ่งได้ออกวิ่งจากใต้สุดขึ้นเหนือสุดของประเทศไทยเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 2,215 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียงแค่ 55 วัน สามารถระดมเงินได้ถึง 1,200 ล้านบาท เหตุการณ์นี้หรือไม่ที่พิสูจน์ได้ว่าเป้าหมายไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเราก็สามารถไปถึงดินแดนแห่งพระนิพพานได้ ขอเพียงแค่พวกเราทุกคนหันกลับมาร่วมมือกัน

ก้าวคนละก้าว

ขอบคุณพี่ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมได้ออกก้าวเดินครับ

ดูกลอน ที่ล็อคประตูของใจเราไว้
แล้วเพียรปฏิบัติตามหลักศาสนา พุทธ
เพื่อ ผลัก ประตูก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่
และอยู่ให้ครบอายุ ไข ของท่าน
เพราะอีกฝั่งหนึ่งของประตู
พวกท่านกำลังจะ Pull เราอีกครั้ง

Copyright © 2018. All rights reserved.